Be a fan on our Facebook CSJOY.COM

Products & Services - สินค้าและบริการ

Our Portfolio - ผลงานของเรา

 มุมหนึ่งของชีวิต "จอย-กัญญาภัค"

โดย กัญญาภัค แม๊คมานัส

มันอาจเป็น "ตำราชีวิต" ที่มีคุณค่ายิ่งและยิ่งใหญ่ต่อชีวิตข้าพเจ้า ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ที่เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เดือน/พ.ศ.

สรุปเหตุการณ์สำคัญ

มีนาคม 2536

ถึงเมษายน 2536 อาการของโรค เอสแอลอี เริ่มปรากฏแต่ไม่สามารถตรวจพบ หมอวินิจฉัยโรคผิด

พฤษภาคม 2536

ตรวจพบว่าช่องท้องอักเสบ และมีเส้นเลือดฝอยอักเสบทั่วร่างกาย ต้องเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู.

พฤษภาคม 2536

ถึงสิงหาคม 2536 พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และทำกายภาพบำบัด ดรอปโรงเรียนไว้

กันยายน 2536

ออกจากโรงพยาบาลมาทำการรักษาตัวที่บ้าน แต่ต้องมาหาหมอตามนัดทุก 3 สัปดาห์

พฤษภาคม 2537

ลาออกจากโรงเรียนชลกันยานุกูล เนื่องจากไม่สามารถทนต่อสภาวะการเดินเรียนได้

กันยายน 2537

เรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จ.ชลบุรี (เรียนเทียบโอน)

เมษายน 2538

สอบผ่านการคัดเลือกเพื่อศึกษาต่อ ชั้น ม.4 โรงเรียนชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี

มีนาคม 2541

เรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนชลกันยานุกูล จ.ชลบุรี 3.31 และสอบโควต้าติดคนเดียวในชั้นเรียน

มีนาคม 2545

จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ม.บูรพา เกรดเฉลี่ย 3.10

ธันวาคม 2545

ทำงานและประกอบอาชีพเฉกเช่นบุคคลธรรมดาทั่วไป งานด้านครีเอทีฟ

เมษายน 2547

งดยาเอง ไม่ไปหาหมอเนื่องจากค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งค่อนข้างสูง แต่ว่าทานอาหารเสริมยอมรับว่าประมาท

กันยายน 2549

งดอาหารเสริม งดยา ด้วยความที่สุขภาพแข็งแรงดีไม่เป็นอะไรแต่ทานกาแฟโสม (เพิ่งทราบว่าโรคนี้ไม่ควรทานโสม)

พฤศจิกายน 2550

มีอาการกำเริบของโรคเอสแอลอีเนื่องจากเกิดภาวะเครียด นอนดึก บ่อยๆ ทำให้ปวดตามข้อมือและข้อเท้า

มีนาคม 2551

เอาใจใส่ตัวเองมากขึ้นอีกครั้งด้วยการรักษาโดยการนั่งสมาธิ แบบอายตนะวิปัสสนาสติปัฎฐาน รู้สึกโล่งขึ้น

กรกฎาคม 2551

ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ยอมรับว่าประมาทเมื่อสุขภาพดี

ตุลาคม 2552

หมอลดยาลงเนื่องจากอาการของโรคสงบลง

ปัจจุบัน

มีอาการของโรคสงบลง ทานยาและไปหาหมอตามนัด สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ รักษาทางธรรมะนั่งสมาธิท่องคาถาต่างๆ อาทิ คาถาชินบัญชร พระไตรปิฎก คาถาป้องกันภัยสิบทิศ อื่นๆ และแผ่เมตตา ทำบุญทุกวันพระและกรวดน้ำ มีโอกาสบวชชีพราหมณ์ บริจาคโลงศพ

       ชีวิตของคนเรานั้นมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชีวิตของแต่ละคน ที่มีรูปแบบของชีวิตแตกต่างกันไปซึ่งแต่ละคนจะมีทั้งทุกข์และสุขประกอบกันไปกับการดำเนินชีวิต ไม่มีใครที่จะมีสุขหรือทุกข์อย่างเดียว แต่คนเรานั้นส่วนใหญ่มักดิ้นรนเพื่อต้องการที่จะนำความสุขให้แก่ตนเอง โดยที่ไม่รู้เลยว่าขณะที่กำลังดิ้นรนหาความสุขอยู่นั้นเป็นช่วงที่ความทุกข์กำลังเข้ามากล้ำกลายด้วยเช่นกัน แต่ในเรื่องที่ข้าพเจ้าจะกล่าวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเองซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่มีความพลิกผลันของชีวิตที่สุด เพราะเป็นช่วงของระหว่างความเป็นความตายเท่ากัน แต่ข้าพเจ้าก็สามารถผ่านช่วงนั้นมาได้อย่างปลอดภัย และสามารถดำรงชีวิตอย่างคนปกติมาจนทุกวันนี้ ซึ่งไม่อาจจะชี้แจงรายละเอียดได้มากมายนักข้าพเจ้าขอนำเสนอเพียงพอที่จะปรากฏเป็นตัวหนังสือได้เท่านั้น
       หลังจากที่ข้าพเจ้าจบการศึกษา ชั้น ป.6 จากโรงเรียนเมรี่อิมมาคุเลตคอนแวนต์ ข้าพเจ้าได้มาสมัครสอบเข้าชั้น ม.1 ที่โรงเรียนชลกันยานุกูล ในการสอบครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี โดยมีคุณพ่อให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างมาก เป็นต้นว่า ย้ายชื่อข้าพเจ้าไปลงสำมะโนครัวบ้านคุณลุงคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อเพื่อให้ข้าพเจ้าเป็นเด็กในเขตแล้วจะได้มีสิทธิ์จับฉลาก ขับรถพาไปเรียนพิเศษเพื่อติวสอบเข้า ม.1 และขับรถพาไปส่งสอบ ตอนที่ข้าพเจ้าจับฉลากนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ยังมายืนลุ้นอยู่ข้างโรงพละแต่ปรากฏว่าจับฉลากไม่ได้ หลังจากวันสอบ 2 วัน ข้าพเจ้าไม่นึกเลยว่าความช่วยเหลือครั้งนั้นที่ข้าพเจ้าได้รับจะเป็นความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากคุณพ่อ เพราะในช่วงเย็นประมาณ 4 โมงของวันนั้นคุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงแก่ชีวิต ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจมากแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้มากมายนัก คงเป็นเพราะว่าคุณพ่อกับข้าพเจ้าเพิ่งจะมาคุ้นเคยกันเนื่องจากว่าคุณพ่อต้องไปทำงานที่ต่างประเทศจึงทำให้ในวัยเด็กข้าพเจ้าอยู่กับคุณแม่เรื่อยมา สำหรับการสูญเสียครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวเรา
       ข้าพเจ้าสอบเข้าโรงเรียนชลกันยานุกูลได้ที่ 71 จากจำนวนผู้สอบแข่งขันทั้งหมดประมาณพันกว่าคน ข้าพเจ้าเข้าเรียน ม.1 ที่โรงเรียนนี้มีผลการเรียนและร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด จนมาถึงช่วงใกล้สอบปลายภาคของ ม.2 (อายุ 13 ปี) มีอยู่วันหนึ่งตอนเคารพธงชาติ
ข้าพเจ้าเป็นลมหมดสติไปนอนห้องพยาบาล (ตอนนี้เป็นอาการทางสมองระยะแรกเนื่องมาจากโรคเอส แอล อี) นอกจากนี้ยังมีอาการแก้มแดงทุกครั้งที่ตากแดดซึ่งเป็นอาการผื่นปีกผีเสื้อของโรคเอส แอล อี ซึ่งแม่และพี่สาวคิดว่า "เลือดฝาด" จึงไม่มีใครเอะใจหรือสงสัยอะไร เมื่อปิดภาคเรียนไปข้าพเจ้าเรียนพิเศษตามปกติ และตอนนั้นอาการของโรคก็เริ่มออกมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่านี่เป็นอาการหนึ่งของโรคเอส แอล อี เริ่มจากต่อมา มือของข้าพเจ้าเป็นจุดแดงๆ เต็มฝ่ามือมีลักษณะคล้ายเม็ดเลือด แม่พาข้าพเจ้าไปพบหมอโรคผิวหนังหมอให้ยามาทาแต่ไม่หายซึ่งปกติข้าพเจ้าเป็นคนไข้ประจำของหมอท่านนี้เวลาเป็นโรคผิวหนัง
       เหตุการณ์นับจากนี้เกิดขึ้นโดยที่ข้าพเจ้าไม่รู้สึกตัวแต่แม่เล่าให้ฟัง คือหลังจากที่ทายาไม่หายแล้วข้าพเจ้าตัวร้อน ทานข้าวไม่ลง แม่พาไปหาหมอโรคหวัดที่ข้าพเจ้าหาอยู่ประจำเช่นกันและหมอให้ยามาทานแต่ไม่หายอีก โดยปกติแล้วข้าพเจ้าจะมีอาการดีขึ้นทุกครั้งหลังจากทานยาของหมอท่านนี้ ตลอดจนช่วงนั้นข้าพเจ้ามีประจำเดือนมาครั้งแรก (เป็นสาเหตุหนึ่งด้วยที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนฮอร์โมน) เพื่อนข้างบ้านที่ชำนาญทางด้านยาไทยคิดว่าเป็นไข้ทับระดูแม่เองคิดอย่างนั้นด้วย ข้าพเจ้าจึงทานยาไทยแต่ไม่หายอีก เรียกว่าช่วงนั้นในท้องของข้าพเจ้ามีแต่ ยา..ยา..ยา เพื่อหวังที่จะ หาย..หาย..หาย แต่ผลปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าล้มลงไปแล้วเหม่อแม่ก็เรียกข้าพเจ้า
"น้องจอย..น้องจอย..เป็นอะไรลูก" พร้อมกับเอามือตบหน้าข้าพเจ้าเบาๆเพื่อเรียกสติ แม่เห็นว่าท่าจะไม่ไหวแล้วเลยพาข้าพเจ้าไปตรวจเลือดที่ โรงพยาบาลชลเวช ชลบุรี ผลการวินิจฉัยออกมาว่าเป็นโรคไทฟอยด์ (ทำการวินิจฉัยโรคผิด) ต่อมาแม่พาไปโรงพยาบาลเอกชล ชลบุรี มาถึงที่นี่ต้องนอนพักรักษาตัวเป็นเวลาหลายวัน ครั้นพอข้าพเจ้ากลับมาอยู่ที่บ้านแต่อาการยังไม่ดีขึ้นพอดีกับมีเพื่อนข้างบ้านคนหนึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กทม. มาเยี่ยมข้าพเจ้าที่บ้าน พยาบาลบอกแม่ว่า "ทำไม..ไม่พาไปโรงพยาบาลสมิติเวชหล่ะ" แม่ไม่รอช้ารีบออกไปเรียกรถเช่า แต่ตอนนั้นไม่มีรถเช่าให้เรียกเลย ญาติของพยาบาลคนนี้จึงอาสาพาไปส่ง พอไปถึงที่นั่นหมอถามว่า "ทำไมปล่อยให้เป็นหนักขนาดนี้" จนหมอนึกว่าบ้านเราอยู่ในชนบท เรียกว่าถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกคงไม่ถึงขั้นนี้ เพราะว่าช่วงนั้นหมอตรวจพบว่าช่องท้องอักเสบมากแล้ว ข้าพเจ้าต้องเข้าห้อง ไอ.ซี.ยู. ประมาณ 4-5 วัน เพื่อทำการรักษาช่องท้อง พออาการเริ่มดีขึ้นหมอต้องให้อาหารทางสายยางแม่บอกว่าตอนนั้นมีสายโยงเยอะแยะเลยรอบตัวข้าพเจ้า พอแม่เห็นข้าพเจ้าแม่ร้องไห้เพราะสงสารลูก เรียกว่าตอนนั้นแม่ไม่เสียดายเงินเลยเพราะแม่หวังจะให้ข้าพเจ้ามีอาการดีขึ้นอย่างเดียวในเวลานั้น ก่อนที่หมอจะทำการรักษาต่อไปอีกหมอถามแม่ว่า "ฐานะเป็นอย่างไร" แม่ตอบไปว่า "ฐานะใช้ได้" (ถามตอบทำนองนี้) หมอจึงให้การรักษาอย่างเต็มที่ และไม่ทิ้งคนไข้อย่าไปคิดเลยว่าหากไม่มีเงินหมอเอกชลจะทำอย่างไรทั้งนี้อาจเพราะตามคำสั่งของโรงพยาบาล โดยหมอทำการรักษาสมองเพราะช่วงนั้นเส้นเลือดฝอยอักเสบทั่วร่างกาย (เป็นส่วนหนึ่งที่มือมีจุดแดงๆ) พร้อมที่จะเล่นงานสมองได้ทุกเวลา โดยหมอทำการเจาะไขสันหลังเพื่อหาสาเหตุอาการทางสมอง มีคนเคยถามข้าพเจ้าว่า "เจาะไขสันหลังเจ็บไหม" ตอนนั้นไม่รู้สึกตัวเลยค่ะ คุณอาช่วยไปดูทางพระให้ พระบอกว่า "ถ้าผ่านวันนั้นเวลาตี 2 ไปได้ก็จะผ่านตลอด" แม่ พี่สาว พยาบาลที่เกี่ยวข้องต่างลุ้นและส่งกำลังใจให้อย่างจดจ่อ แล้วก็ผ่านวันนั้นได้อย่างงดงาม

lo1.jpg

lo2.jpg

 ใบรับรองแพทย์เมื่อตรวจพบอาการ

ใบรับรองแพทย์ โรคเอสแอลอี

       ข้าพเจ้าออกจากห้องไอ.ซี.ยู. ท่ามกลางกำลังใจของคุณแม่และพี่สาวพร้อมด้วยพยาบาล เพราะหมอบอกว่า "ถ้าผ่านคืนนี้ไปได้ก็พ้นขีดอันตราย" และข้าพเจ้าก็ผ่านคืนนั้นมาได้แต่ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและขณะนั้นพี่สาวข้าพเจ้าอยู่ในระหว่างช่วงสอบเอ็นทรานซ์ผลปรากฎว่าพี่สาวสอบไม่ติด ข้าพเจ้าบอกแม่ว่า "แม่..แม่ อย่าไปว่าพี่เจี๊ยบเขาเลยนะ" (ทั้งที่ตัวเองยังนอนซมอยู่บนเตียง) ในใจแม่ตอนนั้นก็คือลูกสาวคนนึงไม่มีที่เรียนและลูกสาวคนนึงนอนป่วยอยู่บนเตียงแล้วแม่ก็ตัวคนเดียว แม่จึงให้พี่สาวพยายามใหม่อีกครั้งในปีเดียวกัน และก็ต้องยินดีด้วยที่พี่สาวข้าพเจ้าสามารถสอบติดวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในที่สุด มีวันหนึ่งข้าพเจ้า "ชัก" แม่ตกใจมากด้วยความตกใจแม่จึงนำนิ้วโป้งของแม่ ใส่เข้าปากข้าพเจ้าเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ากัดลิ้นตัวเอง พร้อมทั้งบอกให้พี่สาวข้าพเจ้ากดกริ่งเรียกพยาบาล ตอนนั้นมีพยาบาลเข้ามาเต็มห้องตามด้วยหมอ หมอดุแม่ว่า "ทีหลังอย่าเอานิ้วคุณใส่ปากเข้าไปนะ ถ้านิ้วคุณขาดไปลูกคุณไม่รู้สึกตัวหรอกให้นำผ้าใส่แทน" แม่เจ็บมากกับการที่ลูกกัดนิ้วแม่ไปโดยไม่รู้ตัว และอาการชักครั้งนี้ไม่ใช่เพียงครั้งเดียวจึงส่งผลให้ประสาทส่วนการพูดของข้าพเจ้าเสียไปแต่เวลานี้การพูดนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ข้าพเจ้ารู้สึกตัวช่วงนั้นโรงเรียนเปิดเรียนได้ประมาณ 1 เดือน และร่างกายยังไม่แข็งแรงเดินไม่ได้เพราะนอนมานาน ข้าพเจ้าจึงต้องพักการเรียนและทำกายภาพอยู่เป็นเวลานานพอสมควร ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของหมอตลอดรวมระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จนกระทั่งหมออนุญาตให้กลับบ้านแต่ต้องมาพบหมอตามนัดทุกครั้ง

 เพิ่งออกจากโรงพยาบาล 3 เดือน 

 สังเกตการยืนกับมือข้างซ้ายที่เกร็ง

ปัจจุบันเมื่อปี 2544

         ข้าพเจ้าอยู่บ้านจนกระทั่งเปิดภาคเรียนที่ 1 ใหม่อีกครั้ง เพื่อนของข้าพเจ้าขึ้นชั้น ม.4 กันหมดแล้ว ด้วยความที่เป็นเด็กรักเรียนข้าพเจ้ารู้สึกอยากเรียนหนังสือมากหมอก็เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าเป็นการรักษาผู้ป่วยทางด้านจิตใจอีกทางหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้ามาเรียนต่อชั้น ม.3 โดยที่ต้องพบกับเพื่อนใหม่ปรากฏว่าเรียนยังไม่ถึงครึ่งวันก็ทนไม่ได้ต่อสภาพแวดล้อมหลายอย่างสำหรับผู้ที่เพิ่งมีอาการดีขึ้นอย่างข้าพเจ้า อาจารย์ฝ่ายปกครองจึงแนะนำให้ข้าพเจ้าไปเรียนเทียบโอน ชั้น ม.3 จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน ชลบุรี จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องลาออกจากโรงเรียนที่เพิ่งเข้ามาเรียนได้เพียง 2 ปีเท่านั้น

 ลายมือเมื่อเพิ่งออกจากโรงพยาบาล

ลายมือ ณ ปัจจุบัน

       ความรู้สึกที่ว่า "กว่าจะสอบเข้ามานั้นลำบากมากหากเทียบกับเวลารอให้ผู้อำนวยการเซ็นอนุมัติการลาออกเป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย" ย่อมเกิดขึ้นในใจ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าอาจารย์ได้แนะทางที่ถูกให้ข้าพเจ้าแล้วและตรงกับที่หมอกำหนดไว้คือ 2 ปี ปัจจุบันอาการของโรคสงบลงข้าพเจ้าจึงมาเรียนหนังสือได้ตามปกติ และด้วยความมีมานะพยายามของข้าพเจ้าจึงทำให้ข้าพเจ้าได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนชลกันยานุกูลอีกครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้น ม.4 ได้ ซึ่งมีอาจารย์หลายท่านสนับสนุนและช่วยเหลือเกี่ยวกับการสัมภาษณ์อยู่บ้างแต่ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์พึงกระทำอยู่ ตราบจนกระทั่งข้าพเจ้าเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยบูรพาด้วยความสามารถของข้าพเจ้าเองโดยการสอบผ่านการคัดเลือกโควต้าภาคตะวันออกได้ในคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา และสามารถจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วุฒิการศึกษาบัณฑิตในปี 2545 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.10 แม้ว่ามันอาจจะดูธรรมดาสำหรับบางคนแต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยได้รับการอักเสบทางสมองมาอย่างข้าพเจ้า ทั้งนี้เพราะสถาบันไม่ได้เป็นตัวกำหนดผู้เรียนซึ่งอาจจะตรงกับความคิดของใครอีกหลายคนหรือบางคนก็ตามแต่นี่ก็ไม่ใช่การอวดอ้างแต่อย่างใด เพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนที่ท้อแท้อยู่นั้นก้าวต่อไป และข้าพเจ้ารู้เสมอว่าชีวิตยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่ และยังมีอุปสรรคอีกมากมายนักที่รออยู่ ถึงอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอสู้อุปสรรคข้างหน้าต่อไปด้วยกำลังใจที่มีในตัวเองและที่ได้รับจากทุกคน

หากวันใดเรามีความสุขที่สุด

 

ทุกข์ที่สุดอาจมีได้ใครจะรู้

           ขึ้นอยู่กับชีวิตเราที่ต้องสู้

 

เพื่อไปสู่อนาคตของเราเอง

       ชีวิตของคนเรานั้นจะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่อุปสรรคเหล่านั้นล้วนเป็นบทเรียนให้คนเรามีบทบาทในการดำเนินชีวิตต่อไป หลายคนอาจมองว่าถ้าครั้งแรกได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเรื่องราวเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น..ใช่ เรื่องราวนี้ไม่เกิดขึ้นแน่แต่ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ภายหน้าจะเป็นอย่างไรเพราะแม่ความรู้ก็น้อยเพียงชั้น ม.3 แต่ปัจจุบันแม่จบ ม.6 จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนและสามารถส่งเสียพี่สาวจนจบปริญญาตรีเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และข้าพเจ้าจบปริญญาตรีตามที่กล่าวในข้างต้น จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัท บางครั้งเงินจึงต้องเก็บไว้ใช้ในเวลาจำเป็น ในเหตุการณ์ของข้าพเจ้า แม่บอกว่า "พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาชีวิต" ตามคำของพระพุทธศาสนาทั้งนี้เพราะแม่ต้องยอมแลกอสังหาริมทรัพย์ให้ได้มาเป็นเงินเพื่อรักษาลูกคนนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจในตัวแม่มากที่สามารถช่วยให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ได้ทำการรักษาแต่แม่จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายที่จัดว่าไม่น้อยทีเดียวในการรักษาข้าพเจ้า และยังเป็นกำลังใจให้กับลูกๆ เสมอมา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นยาสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของชีวิต ความรู้สึกรักแม่คงไม่มีวันลดน้อยลงแต่มันจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ และข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแม่จะยังคงอยู่ให้กำลังใจ ความรัก และทุกสิ่งทุกอย่างต่อข้าพเจ้าไปนานๆ นานเท่าที่จะนานได้ ทั้งที่ข้าพเจ้ารู้ว่าแม่จะไม่ได้อยู่กับข้าพเจ้าตลอดไป เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิตที่ทุกคนทราบกันดี ข้าพเจ้าขอใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ให้คุ้มค่าที่สุดสำหรับการตอบแทนพระคุณของแม่ ก่อนที่สัจธรรมแห่งชีวิตจะพรากไป

"ขอบคุณพระคุณของแม่"

Life go on!

หมายเหตุ : **ถ้าตัวร้อนมีไข้สูงมากๆ แล้วชักให้นำผ้าหนาๆ ใส่เข้าปากผู้ป่วยเพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง ลิ้นอาจขาดได้ค่ะ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้มีไข้สูง

**ถ้าเวลานอนนานๆ ให้เอาหมอนไปดันไว้ที่ปลายเท้าให้ตั้งฉากตลอด อย่าให้ปลายเท้าตก เพราะปกติคนนอนปลายเท้าจะตก เพราะถ้าปลายเท้าตก ต่อไปจะเดินไม่ได้

Design by Kanyapak McManus : CSJOY.COM Be a fan on facebook fanpage
CSJOY.COM WEBBOARD-กระดานสนทนา

scarecrow.gif

สวัสดีค่ะ  กลับเข้าสู่หน้าแรก : Go to main page  สวัสดีครับ

Copyright(c) by CSJOY.COM, All rights reserved. Identification Number of DBD Thailand 0207314801370